พูลิซิส รับใกล้เบิกสกอร์แรกกับสิงห์บลูหลังเกือบยิงสาลิกาได้

พูลิซิส

   หลังจากเสียตำแหน่งตัวจริงในทีมเชลซีไปพักใหญ่ก็ดูเหมือนว่าคริสเตียน พูลิซิสจะเริ่มกลับมาเล่นได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง ถ้าวิเคราะห์จากผลงานในเกมที่เชลซีเปิดบ้านเฉือนนิวคาสเซิลไป1-0 เพราะตั้งแต่เจ้าตัวได้รับโอกาสเปลี่ยนตัวลงในครึ่งหลังพูลิซิสก็มีบทบาทในเกมรุกอย่างมาก และเกือบมีชื่อทำสกอร์ในเกมนี้ด้วยเมื่อได้หลุดไปยิงระยะเผาขนทว่ามาร์ติน ดูบราฟกานายทวารจอมหนึบของทีมเยือนก็เซฟไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ

   คริสเตียน พูลิซิสลงเล่นในสนามให้เชลซีในซีซั่นนี้ไปแล้วกว่า477นาที(นับรวมทุกรายการ)แม้ว่าจะทำทางให้เพื่อนไปแล้ว4แอตซิสต์แต่ก็ยังไม่สามารถปลดล็อคทำประตูกับสิงโตน้ำเงินครามได้ ซึ่งดาวเตะดีกรีทีมชาติสหรัฐอเมริกาก็ยอมรับว่ากำลังพยายามทำประตูให้ได้เร็วที่สุดเพื่อเรียกความมั่นใจกับสโมสรใหม่ “ ผมค่อนข้างพอใจกับผลงานในเกมนะ แม้จะเสียดายนิดๆว่าน่าจะมีชื่อบนสกอร์บอร์ด(หลุดไปยิงในนาที67)แต่ก็นั่นละตราบเท่าที่ทีมชนะและผมไมได้มีส่วนร่วมกับเกมก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว ผมมั่นใจขึ้นเรื่อยๆเมื่อได้ลงสนาม ในไม่ช้าไม่นานนี่ละประตูแรกของผมต้องมาแน่นอน ” พูลิซิสที่เพิ่งย้ายมาค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกเป็นฤดูกาลแรกกล่าวอย่างเชื่อมั่น

เชลซีน่าได้เม็ดสอง พูลิซิส รับขำๆถ้าเลือกยิงเองอาจดีกว่านี้

   นอกจากชอตหลุดไปยิงเน้นๆแล้วในช่วงท้ายเกมพูลิซิสยังได้หลุดไปดวลกับผู้รักษาประตูตัวต่อตัว ทว่าเจ้าตัวเลือกจากต่อให้โทนี่ อับบราฮัมที่อยูในตำแหน่งที่ดีกว่าได้ยิง แต่บอลเจ้ากรรมดันไปติดบล๊อคดีอังเดร เยดลินผู้เล่นนิวคาสเซิลออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย “ ในเสี้ยวนาทีที่ผมได้บอล ผมเหลือบไปเห็นอับบราฮัมซึ่งอยู่ในเหลี่ยมที่หน้าประตูเปิดกว้างกว่าผมจึงเลือกที่จะผ่านบอลให้แต่กองหลังนิวคาสเซิลกลับมาสกัดได้อย่างเหลือเชื่อ บางทีถ้าผมตัดสินใจยิงเองผมอาจจะมีชื่อทำประตูในเกมนี้ก็ได้นะ แต่ก็นั่นละมันผ่านไปแล้ว เราแฮปปี้กับผลการแข่งขัน และรอคอยที่จะเล่นเกมต่อไป ” พูลิซิสในวัย21ปีกล่าวอย่างมีหวัง

    โดยคริสเตียน พูลิซิสเป็นนักเตะที่เชลซีดึงตัวมาจากโบรุทเซีย ดอร์ทมุนด์ในปีนี้ ทว่าด้วยนโยบายเน้นเด็กสร้างจากอะคาเดมี่ของแฟรงค์ แลมพาดก็ทำให้เจ้าตัวต้องตกเป็นตัวสำรองของทั้งคัลลัม ฮัดสัน-โอดอย และเมสัน เมาท์ กระนั้นพูลิซิสก็ยังต้องการที่จะพิสูจน์ตัวเองต่อไปแม้จะต้องรับบทบาทเป็นเพียงแข้งอะไหล่ในถิ่นสแตนฟอร์ด บริดจ์ก็ตาม

เชลซี บ่นเสียดายดร็อกบาบอกปัดโอกาสร่วมงานทีมสตาฟฟ์ให้แลมพาด

เชลซี

   หลังจากที่เชลซีได้ปีเตอร์ เช็กกลับมารับงานที่ปรึกษาสโมสร และแฟรงค์ แลมพาดนั่งแท่นกุนซือ ก็ทำให้แฟนบอลสิงห์บลูต่างตั้งความหวังที่จะเห็นอดีตขวัญใจอย่างดิริเย่ร์ ดร็อกบากลับมาร่วมงานอีกราย เพราะแฟรงค์ แลมพาดได้เคยเอ่ยปากชวนว่าจะได้หัวหอกชาวไอวอรี่โครสต์มาร่วมเป็นทีมงานสตาฟฟ์โค้ช แต่ในที่สุดก็ต้องผิดหวังเมื่อดร็อกบาได้บอกปัดโอกาสร่วมงานอดีตต้นสังกัด

    ดิริเย่ร์ ดร็อกบาเคยรับใช้เชลซีถึงสองครั้งและทำประตูให้สิงห์บลูถึง164ประตู และแฟรงค์ แลมพาดก็ยื่นข้อเสนอให้ดร็อกบาเพื่อหวังให้มารับโค้ช(กองหน้า)กับอดีตต้นสังกัดแต่ก็ต้องผิดหวัง “ ผมมีช่วงเวลาที่ดีกับเชลซี มันไม่เปลี่ยนแปลง และผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับโอกาสที่จะทำงานโค้ชกับสโมสร ทว่าผมต้องปฏิเสธไปเนื่องจากผมสนใจงานด้านอื่นมากกว่า ” ดร็อกบาที่เพิ่งแขวนเกือกกับสโมสรฟีนิกซ์ ไรซิง ในเมเจอร์ลีกของสหรัฐอเมริกา(เลิกเล่นในปี2018)กล่าวอย่างเสียดาย

ดร็อกบาอดีตนักเตะ เชลซี แจงเหตุผลเพื่อหวังชิงตำแหน่งสมาคมฟุตบอลไอวอรี่โครสต์

   ดร็อกบาในวัย41กะรัตที่รับใช้ทีมชาติไอวอรี่โครสต์มากว่า105นัดและซัลโวไป65ประตู และเจ้าตัวก็หวังที่เป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนให้กับวงการฟุตบอลในบ้านเกิด “ ด้วยความเคารพต่อเชลซีผมได้บอกกับพวกเค้าอย่างจริงใจว่างานโค้ชยังไม่ใช่สิ่งที่ผมสนใจ ผมอยากโฟกัสภาพใหญ่กว่านั้นโดยเฉพาะการวางโครงสร้างฟุตบอลในบ้านเกิดของผม วงการฟุตบอลไอวอรี่โครสต์ยังมีหลายอย่างที่ต้องจัดการและผมก็หวังจะได้เป็นในฟันเฟืองที่จะขับเคลื่อนสมาคมฟุตบอลของเรา ”

    “ เรามีนักฟุตบอลชั้นยอดมากมายที่ไปค้าแข้งในยุโรป ในขณะที่ลีกฟุตบอลของไอวอรี่โครสต์ยังคงย่ำอยู่กับที่ เราต้องทำอะไรซักอย่างเพื่อในอนาคตข้างหน้านักเตะเก่งๆอาจไม่ต้องไปค้าแข้งนอกประเทศอีกแล้ว ผมมีความมุ่งมั่นที่จะปฏิวิติวงการฟุตบอลของเราให้กลายเป็นลีกที่แข็งแกร่งระดับทวีป ”

    โดยดร็อกบาตั้งเป้าที่จะลงสมัครเลือกตั้งเพื่อรับตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลของไอวอรี่โครสต์ “ ผมมีโปรเจกดีๆเพียบ ซึ่งต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย และเราจะได้เห็นกันว่ามันจะไปในทิศทางไหน ผมหวังว่าแฟนบอลเชลซีจะเข้าใจในภารกิจที่ผมต้องลงมือทำ มันเป็นส่วนหนึ่งในความภาคภูมิใจของผม ” โดยดร็อกบาประสบความสำเร็จกับเชลซีอย่างโชกโชน โดยเค้าสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก4สมัย,เอฟเอคัพ4สมัย,ลีกคัพ3สมัย และยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกอีกหนึ่งสมัย